นิยายเรื่อง "รอยร้าวใต้เงาโพธิ์"
ตอนที่ 4: รอยร้าวที่ซ่อนไว้
แม้ว่าครอบครัวจะหาทางให้เบสและเบลได้เรียนต่อผ่านหลักสูตร กศน. ได้แล้ว แต่ปัญหาหนี้สินที่ยังท่วมตัวอยู่ก็ยังไม่จบง่ายๆ อ๊อดเริ่มคิดถึงทางออกที่รุนแรงกว่าเดิม นั่นคือการขายบ้านหลังที่โอและครอบครัวอาศัยอยู่ ซึ่งบ้านหลังนี้เป็นชื่อของอ๊อด
ขณะที่ทั้งครอบครัวนั่งคุยกันที่ร้านขายของชำ อ๊อดเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ผมคิดว่าเราต้องขายบ้านหลังที่โออยู่”
โอเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกใจ
“ขายบ้าน? แต่พี่...นั่นคือบ้านที่เราอยู่กัน”
อาม่าที่นั่งฟังอยู่ก็รู้สึกไม่สบายใจ
“ขายบ้านแล้วพวกแกจะไปอยู่ที่ไหน?”
อ๊อดอธิบาย
“บ้านหลังนั้นเป็นชื่อผม และเราต้องใช้เงินชำระหนี้ที่เหลืออยู่ ถ้าไม่ขายบ้าน เราก็ไม่มีทางออกอื่น”
โอรู้สึกเหมือนถูกต้อนเข้าซอย เขามองตาแม่แล้วพูดเสียงเบา
“ผมเข้าใจครับพี่ แต่ผมไม่รู้ว่าจะจัดการยังไง”
อาม่าถอนหายใจ
“มันก็เป็นทางออกหนึ่ง แต่เราต้องคิดให้ดี”
ขณะที่การตัดสินใจขายบ้านกำลังถูกพูดถึง อาม่าก็เริ่มเล่าย้อนรอยถึงปัญหาที่ทำให้ครอบครัวต้องมาถึงจุดนี้
“เรื่องทั้งหมดนี้เริ่มจากที่แม่ผัวลูกสะใภ้ไม่ลงรอยกัน” อาม่าเริ่มเล่า
“ตั้งแต่ตุ๊กตาเข้ามาเป็นสะใภ้ เธอไม่เคยช่วยงานที่ร้านชำเลย แถมยังใช้เงินฟุ่มเฟือย ไม่สนใจปัญหาของครอบครัว”
ตุ๊กตาที่ได้ยินก็ไม่ยอม
“คุณแม่ก็ไม่เคยเข้าใจฉันเลย ฉันก็มีชีวิตของฉัน ฉันไม่ใช่คนรับใช้ในบ้าน”
อาม่าหันไปมองตุ๊กตา
“แกไม่เคารพแม่สามี แถมยังไม่ช่วยงานอะไรเลย นี่คือครอบครัว เราต้องช่วยกัน”
โอรู้สึกเหมือนถูกจับอยู่กลางวง เขาพยายามพูดขึ้น
“แม่...ตุ๊กตา...เราต้องเข้าใจกัน”
แต่ทั้งอาม่าและตุ๊กตาก็ไม่ยอมกัน
“แกไม่เคยเข้าใจฉันเลย” ตุ๊กตาพูดเสียงดัง
“แกก็ไม่เคารพแม่สามี” อาม่าตอบกลับ
อ๊อดรู้สึกเหนื่อยกับความขัดแย้งนี้
“เราต้องหยุดทะเลาะกันได้แล้ว ปัญหาทุกอย่างเกิดจากความไม่เข้าใจกัน”
โอพยักหน้า
“ผมรู้ว่าผมทำผิดที่ปิดบังปัญหา แต่เราต้องช่วยกันแก้ไข”
อาม่าถอนหายใจ
“แม่ก็รู้ว่าแม่อาจจะเข้มงวดเกินไป แต่แม่แค่หวังดี”
ตุ๊กตาลดเสียงลง
“ฉันก็แค่ไม่อยากถูกบังคับ”
แม้ว่าความขัดแย้งจะยังไม่จบลง แต่ทุกคนเริ่มเข้าใจว่าพวกเขาต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกจากวิกฤตนี้หลังจากที่อ๊อดเสนอให้ขายบ้านหลังที่โอและครอบครัวอาศัยอยู่ เพื่อนำเงินมาใช้หนี้ที่เหลือ ตุ๊กตาก็เสนอทางออกของตัวเอง
“ฉันจะย้ายไปอยู่บ้านย่าฝั่งฉันกับญาติตัวเอง แล้วฉันจะขับรถมารับส่งเด็กๆ เช้าเย็น”
โอรู้สึกแปลกใจ
“แต่แบบนี้จะสิ้นเปลืองน้ำมันและเวลาไม่ใช่เหรอ?”
ตุ๊กตาพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ฉันไม่สน ฉันไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว ฉันจะดูแลลูกๆ ของฉันเอง”
อาม่าที่นั่งฟังอยู่ก็รู้สึกไม่สบายใจ
“แบบนี้มันไม่ใช่ทางออกที่ดี แต่ถ้าแกคิดว่าทำได้ ก็ตามใจ”
อ๊อดพยักหน้า
“ถ้านี่คือทางออกที่ตุ๊กตาต้องการ เราก็ต้องลองดู”
โอรู้สึกกังวล แต่เขาก็ยอมรับข้อเสนอของตุ๊กตา
“โอเค ถ้าตุ๊กตาคิดว่าทำได้ เราก็ลองดู”
หลังจากนั้น อ๊อดเริ่มลดบทบาทลงเพราะภาระงานที่กรุงเทพฯ เขาต้องกลับไปทำงานและดูแลครอบครัวของตัวเอง
“ผมต้องกลับกรุงเทพแล้ว แต่ถ้ามีอะไรก็โทรหาผมได้ตลอด” อ๊อดบอกก่อนจะเดินทางกลับ
เมื่ออ๊อดจากไป โอและตุ๊กตาก็เริ่มจัดการเรื่องการย้ายบ้าน ตุ๊กตาย้ายไปอยู่กับย่าฝั่งตัวเองและขับรถมารับส่งเบสและเบลทุกวัน
แต่สิ่งที่โอและตุ๊กตาปิดบังจากอาม่าและอ๊อดก็เริ่มปรากฏขึ้น นั่นคือการที่โอต้องให้เงินตุ๊กตาเพิ่มวันละ 2,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กๆ
“ตุ๊กตา เราต้องให้เงินแกวันละ 2,000 บาทเลยเหรอ?” โอถามด้วยความกังวล
ตุ๊กตาพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“ใช่ ฉันต้องใช้เงินค่าอาหาร ค่าน้ำมัน และค่าอื่นๆ อีกมากมาย”
โอรู้สึกว่ามันมากเกินไป แต่เขาก็ไม่กล้าปฏิเสธ
“โอเค แต่เราต้องประหยัดมากขึ้นนะ”
ตุ๊กตาพยักหน้า
“ฉันรู้ ฉันจะพยายาม”
แม้ว่าครอบครัวจะเริ่มหาทางออกจากวิกฤต แต่ปัญหาที่ซ่อนอยู่ก็ยังไม่จบง่ายๆ
โอรู้สึกว่าตัวเองถูกต้อนเข้าซอยอีกครั้ง
แม้ว่าอ๊อดจะเสนอให้ขายบ้านหลังที่โอและครอบครัวอาศัยอยู่ แต่กระบวนการขายบ้านก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ทันที บ้านยังไม่ขายได้ และการเตรียมตัวย้ายออกก็ล่าช้าเพราะโอและตุ๊กตาไม่รีบร้อนที่จะเก็บกวาดของในบ้าน
อาม่าที่รอคอยให้บ้านถูกขายเพื่อนำเงินมาใช้หนี้เริ่มรู้สึกหงุดหงิด
“โอ แกกับตุ๊กตาเก็บของในบ้านยังไงอยู่? ทำไมยังไม่เสร็จ?” อาม่าถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
โอรู้สึกกังวล
“ครับแม่ ผมกำลังจัดการอยู่ แต่มีของเยอะมาก”
อาม่าถอนหายใจ
“แกต้องรีบๆ หน่อย เราต้องขายบ้านให้ได้เร็วที่สุด”
โอพยักหน้า
“ครับแม่ ผมจะพยายาม”
แต่ปัญหายังไม่จบแค่นั้น การส่งเด็กๆ มาให้อาม่าดูแลก็เริ่มมีปัญหา บางวันตุ๊กตาไม่ได้เงินจากโอ เธอก็ไม่ส่งเบสและเบลมา
“วันนี้ตุ๊กตาไม่ส่งเด็กๆ มาเหรอ?” อาม่าถามโอด้วยความสงสัย
โอรู้สึกไม่สบายใจ
“ครับแม่...ตุ๊กตาบอกว่าเธอไม่สบาย”
อาม่าหันไปมองโอด้วยสายตาไม่เชื่อ
“ไม่สบายอีกแล้วเหรอ? ทำไมไม่บอกแม่ตั้งแต่แรก?”
โอรู้สึกเหมือนถูกจับได้ เขาพยายามพูดขึ้น
“ผม...ผมก็เพิ่งรู้ครับ”
อาม่าเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่โอปิดบังไว้
“โอ แม่รู้ว่าแกปิดบังอะไรบางอย่าง แม่ไว้ใจแกมาตลอด แต่ตอนนี้แม่เริ่มไม่แน่ใจแล้ว”
โอรู้สึกผิด
“ครับแม่ ผมขอโทษ”
อาม่าถอนหายใจ
“แกต้องบอกแม่ความจริง เราเป็นครอบครัว ต้องช่วยกันแก้ไข”
โอพยักหน้า
“ครับแม่ ผมจะพยายาม”
แต่ในใจของอาม่า ความไว้ใจในตัวโอเริ่มลดลง เธอรู้สึกว่าลูกชายคนนี้ปิดบังเรื่องมากมาย และเธอไม่สามารถไว้ใจเขาได้เหมือนเดิม
อาม่า หญิงชราชาวจีนวัย 83 ปี ผู้ซึ่งต่อสู้ดิ้นรนมาตลอดชีวิตเพื่อสร้างฐานะให้ครอบครัว เธอเป็นคนที่เข้มแข็งและดูแลตัวเองดีเสมอมา แม้จะป่วยเป็นโรคเบาหวาน แต่เธอก็สามารถจัดการได้ด้วยการฉีดอินซูลินเองอย่างเคร่งครัด ทว่าสิ่งที่เธอไม่สามารถควบคุมได้คือความเครียดที่สะสมจากปัญหาครอบครัวที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
หลังจากที่อาม่าเริ่มรู้สึกว่าโอปิดบังเรื่องมากมาย ความเครียดก็เริ่มส่งผลต่อสุขภาพของเธอ เธอเริ่มมีอารมณ์แปรปรวนบ่อยครั้ง และบางครั้งก็ควบคุมตัวเองไม่ได้
“โอ! แกทำอะไรอยู่? ทำไมไม่รีบจัดการเรื่องบ้าน?” อาม่าดุเสียงดังด้วยความหงุดหงิด
โอรีบเดินเข้ามาหาแม่
“ครับแม่ ผมกำลังจัดการอยู่ แต่มีของเยอะมาก”
อาม่าถอนหายใจแรงๆ
“แกต้องรีบๆ หน่อย เราต้องขายบ้านให้ได้เร็วที่สุด”
โอพยักหน้า
“ครับแม่ ผมจะพยายาม”
แต่ความเครียดของอาม่าก็ไม่ลดลง เธอเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งร่างกายและจิตใจ
“โอ แม่รู้สึกไม่ค่อยดีเลย” อาม่าพูดเสียงอ่อนลง
โอรู้สึกกังวล
“แม่เป็นอะไรครับ? ผมพาแม่ไปหาหมอด่วนดีไหม?”
อาม่าพยักหน้า
“ไม่ต้องหรอก แค่แม่เครียดมาก”
โอรู้สึกผิด
“ผมขอโทษครับแม่ ที่ทำให้แม่ต้องเครียด”
อาม่ามองตาโอด้วยสายตาเศร้า
“โอ แม่รู้ว่าแกพยายาม แต่แม่ก็เหนื่อยแล้ว”
โอพยักหน้า
“ครับแม่ ผมจะพยายามให้มากขึ้น”
แม้ว่าโอจะพยายามช่วยเหลือและรองรับอารมณ์ของอาม่า แต่เขาก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังแบกรับภาระที่หนักหน่วง เขาต้องจัดการทั้งปัญหาหนี้สิน ปัญหาครอบครัว และสุขภาพของอาม่า
“โอ แม่รู้ว่าแกเหนื่อย แต่เราต้องผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน” อาม่าพูดเสียงอ่อนลง
โอพยักหน้า
“ครับแม่ เราจะผ่านไปด้วยกัน”
แม้ว่าปัญหาจะยังไม่จบลง แต่โอและอาม่าก็เริ่มเข้าใจว่าพวกเขาต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกจากวิกฤตนี้
เบสและเบล นั่งอยู่บนเตียงในห้องเล็กๆ ที่พวกเธอใช้ร่วมกันมาหลายปี ห้องนี้เป็นเหมือนโลกส่วนตัวของพวกเธอ แต่ก็เป็นเหมือนคุกที่ปิดกั้นพวกเธอจากโลกภายนอกมาเกือบ 2 ปี
เบส เด็กสาววัย 14 ปี ที่มีนิสัยขยันและอดทน มองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาที่เศร้าสร้อย
“เบล...เราติดอยู่ที่นี่มานานแล้วนะ” เบสพูดเสียงเบา
เบล น้องสาววัย 12 ปี ที่เงียบขรึมและไม่ค่อยกล้าแสดงออก มองตามสายตาเบส
“พี่เบส...เราจะได้ออกไปข้างนอกอีกไหม?”
เบสถอนหายใจ
“ฉันไม่รู้เหมือนกัน แม่บอกว่าเราไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม โรงเรียนไล่เราออกแล้ว”
เบลกอดเข่าตัวเอง
“แต่ฉันอยากไปโรงเรียน ฉันอยากเจอเพื่อนๆ”
เบสรู้สึกเจ็บปวดในใจ เธอรู้ดีว่าเบลยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อนของครอบครัว
“ฉันก็อยากไปโรงเรียนเหมือนกัน แต่เราต้องเข้าใจพ่อแม่ พวกเขากำลังลำบาก”
เบลมองตาเบสด้วยน้ำตาที่เริ่มเอ่อล้น
“แต่ทำไมแม่ถึงไม่ให้เราออกไปไหนเลย? ทำไมเราต้องติดอยู่แต่ในบ้าน?”
เบสรู้สึกเหมือนถูกทิ่มแทงใจ เธอเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตุ๊กตา แม่ของพวกเธอ ถึงได้ขังพวกเธอไว้ในบ้าน ไม่ให้ออกไปไหนมาเกือบ 2 ปี
“แม่คงกลัวว่าเราจะไม่ปลอดภัย หรือไม่ก็แม่ไม่รู้จะทำยังไง”
เบลพูดเสียงสั่น
“แต่ฉันเบื่อแล้ว ฉันอยากวิ่งเล่น อยากเจอเพื่อน อยากไปโรงเรียน”
เบสกอดเบลไว้แน่น
“ฉันรู้ เบล ฉันรู้...แต่เราต้องอดทน พ่อกับแม่กำลังพยายามหาทางออกให้เรา”
เบลซบหน้าลงบนไหล่เบส
“พี่เบส...เราจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ไหม?”
เบสพยักหน้าแม้ว่าเธอเองก็ไม่แน่ใจ
“เราต้องเชื่อว่าได้ เราต้องเชื่อในพ่อแม่”
ทั้งสองคนนั่งกอดกันอยู่ในห้องเล็กๆ ที่เงียบสงัด พวกเธอรู้สึกเหมือนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ในใจของพวกเธอยังมีความหวังว่า วันหนึ่งพวกเธอจะได้ออกไปใช้ชีวิตเหมือนเด็กคนอื่นๆ
เบสเริ่มพูดขึ้น
“เบล ถ้าวันหนึ่งเราได้กลับไปโรงเรียน พี่สัญญาว่าพี่จะช่วยน้องเรียนให้ดีที่สุด”
เบลยิ้มแห้งๆ
“ฉันก็จะช่วยพี่เบสด้วย”
แม้ว่าปัจจุบันจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่เบสและเบลก็ยังมีความหวังว่า วันหนึ่งพวกเธอจะได้กลับไปใช้ชีวิตปกติ และได้เรียนรู้ว่าโลกภายนอกนั้นกว้างใหญ่แค่ไหน
วันหนึ่ง ขณะที่เบสและเบลกำลังนั่งอยู่ในห้องเล็กๆ ของพวกเธอ โอเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มที่หายไปนาน
“เบส เบล พ่อมีข่าวดีจะบอก”
เบสและเบลเงยหน้าขึ้นมาด้วยความสงสัย
“ข่าวดีอะไรครับพ่อ?” เบสถาม
โอยิ้มกว้าง
“พ่อและอาม่าหาทางออกให้พวกหนูได้แล้ว พวกหนูจะได้กลับไปเรียนอีกครั้ง แต่จะเป็นการเรียนในระบบ กศน. (การศึกษานอกระบบ)”
เบลตื่นเต้นจนลืมความเงียบขรึมของตัวเอง
“จริงเหรอพ่อ? เราจะได้เรียนอีกแล้ว?”
โอพยักหน้า
“ใช่แล้ว พวกหนูจะได้เรียนและสอบเทียบเพื่อให้ได้วุฒิการศึกษาเหมือนเด็กคนอื่นๆ”
เบสรู้สึกเหมือนโลกสว่างขึ้นทันที
“ขอบคุณพ่อมากครับ! เราจะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด”
เบลกระโดดขึ้นจากเตียง
“ฉันจะได้เจอเพื่อนใหม่ๆ แล้ว!”
โอรู้สึกโล่งใจที่เห็นลูกๆ มีความสุข
“พ่อรู้ว่าพวกหนูต้องทนลำบากมานาน แต่เราจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน”
หลังจากนั้น เบสและเบลเริ่มเตรียมตัวสำหรับการเรียนในระบบ กศน. พวกเธอรู้สึกตื่นเต้นและมีความหวังอีกครั้ง
“เบล เราต้องตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดนะ” เบสพูดกับน้องสาว
เบลพยักหน้าอย่างมุ่งมั่น
“แน่นอน พี่เบส ฉันจะไม่ทำให้พ่อแม่และพี่เบสผิดหวัง”
แม้ว่าการเรียนในระบบ กศน. จะไม่เหมือนกับการเรียนในโรงเรียนปกติ แต่สำหรับเบสและเบล นี่คือโอกาสที่พวกเธอเฝ้ารอมานาน
“เราจะได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองอีกครั้ง” เบสพูดด้วยความมั่นใจ
เบลยิ้มให้
“และเราจะได้ออกไปเจอโลกกว้างอีกครั้ง”
ทั้งสองคนรู้สึกว่าชีวิตของพวกเธอกำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น พวกเธอพร้อมที่จะก้าวไปข้างหน้าและสร้างอนาคตที่ดีให้กับตัวเอง
หลังจากที่อาม่าได้รู้ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับปัญหาของครอบครัว และการที่เบสกับเบลไม่ได้ไปโรงเรียนมาเกือบ 2 ปี เธอรู้สึกเจ็บปวดและผิดหวังมาก แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกโล่งใจที่ได้รู้ความจริงและสามารถหาทางแก้ไขได้
วันหนึ่ง ขณะที่อาม่ากำลังนั่งอยู่หน้าร้านขายของชำ เบสและเบลเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม
“อาม่า พวกหนูมาช่วยขายของแล้วค่ะ” เบสพูดเสียงดัง
อาม่าหันไปมองหลานทั้งสองด้วยสายตาเปี่ยมความรัก
“ดีมาก มาช่วยอาม่าทำงานหน่อย”
เบลยิ้มให้
“อาม่า พวกหนูจะช่วยเต็มที่เลย”
อาม่าพยักหน้า
“ดีแล้ว อาม่าไว้ใจพวกหนู”
ทั้งสามคนเริ่มทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เบสช่วยจัดเรียงสินค้าและบริการลูกค้า ส่วนเบลช่วยเก็บเงินและจัดของเข้าที่
“เบล อย่าลืมเช็คสต็อกของด้วยนะ” เบสเตือนน้องสาว
เบลพยักหน้า
“ได้เลย พี่เบส”
อาม่ามองดูหลานทั้งสองด้วยความภาคภูมิใจ
“พวกหนูทำได้ดีมาก อาม่าดีใจที่ได้พวกหนูมาช่วย”
เบสยิ้มให้
“อาม่า พวกหนูก็ดีใจที่ได้ช่วยอาม่าค่ะ”
เบลพูดขึ้น
“อาม่า พวกหนูจะตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด”
อาม่าพยักหน้า
“ดีมาก อาม่าไว้ใจพวกหนู”
แม้ว่าปัญหาของครอบครัวจะยังไม่จบลง แต่การที่เบสและเบลมาช่วยทำงานที่ร้านขายของชำก็ทำให้อาม่ารู้สึกว่ายังมีหวัง พวกเธอเรียนรู้ถึงความรับผิดชอบและความสำคัญของการทำงาน
“อาม่า พวกหนูจะช่วยทำให้ร้านของอาม่าดีขึ้น” เบสพูดด้วยความมั่นใจ
เบลพยักหน้า
“ใช่แล้ว อาม่า พวกหนูจะไม่ทำให้อาม่าผิดหวัง”
อาม่าถอนหายใจด้วยความโล่งใจ
“ดีมาก พวกหนูคือความหวังของอาม่า”
ทั้งสามคนทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบและมีความสุข แม้ว่าปัญหาจะยังไม่จบลง แต่พวกเขาก็รู้ว่าพวกเขาจะผ่านเรื่องนี้ไปด้วยกัน
หลังจากที่เบสและเบลเริ่มมาช่วยอาม่าขายของหน้าร้านชำ ชีวิตในร้านก็ดูเหมือนจะดีขึ้น อาม่ารู้สึกโล่งใจที่ได้เห็นหลานทั้งสองตั้งใจทำงานและช่วยแบ่งเบาภาระของเธอ แต่ความสงบสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน เมื่อปัญหาที่ซ่อนอยู่เริ่มปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เช้าวันหนึ่ง อาม่านั่งรออยู่ที่ร้านขายของชำ แต่เบสและเบลก็ยังไม่มา
“ทำไมวันนี้เด็กๆ ยังไม่มา?” อาม่าถามโอด้วยความสงสัย
โอรู้สึกไม่สบายใจ
“ครับแม่...ตุ๊กตาบอกว่าเธอไม่สบาย”
อาม่าหันไปมองโอด้วยสายตาไม่เชื่อ
“ไม่สบายอีกแล้วเหรอ? ทำไมไม่บอกแม่ตั้งแต่แรก?”
โอรู้สึกเหมือนถูกจับได้ เขาพยายามพูดขึ้น
“ผม...ผมก็เพิ่งรู้ครับ”
อาม่าเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่โอปิดบังไว้
“โอ แม่รู้ว่าแกปิดบังอะไรบางอย่าง แม่ไว้ใจแกมาตลอด แต่ตอนนี้แม่เริ่มไม่แน่ใจแล้ว”
โอรู้สึกผิด
“ครับแม่ ผมขอโทษ”
อาม่าถอนหายใจ
“แกต้องบอกแม่ความจริง เราเป็นครอบครัว ต้องช่วยกันแก้ไข”
โอพยักหน้า
“ครับแม่ ผมจะพยายาม”
แต่ในใจของอาม่า ความไว้ใจในตัวโอเริ่มลดลง เธอรู้สึกว่าลูกชายคนนี้ปิดบังเรื่องมากมาย และเธอไม่สามารถไว้ใจเขาได้เหมือนเดิม
.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น