นิยายเรื่อง "รอยร้าวใต้เงาโพธิ์"
ตอนที่ 5: ความจริงที่ถูกเปิดเผย (ช่วงที่ 1)
หลังจากที่ตุ๊กตาไม่ส่งเบสและเบลมาช่วยงานที่ร้านชำหลายวันติดต่อกัน อาม่าเริ่มรู้สึกไม่พอใจและสงสัยมากขึ้น เธอตัดสินใจที่จะถามโอให้ชัดเจน
“โอ แม่ถามตรงๆ นะ ทำไมเด็กๆ ไม่มาช่วยงานที่ร้าน? แม่รู้ว่าแกปิดบังอะไรบางอย่าง” อาม่าถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
โอรู้สึกเหมือนถูกต้อนเข้าซอย เขามองตาแม่แล้วพูดเสียงเบา
“ครับแม่...ตุ๊กตาบอกว่าเธอไม่สบาย”
อาม่าหันไปมองโอด้วยสายตาไม่เชื่อ
“ไม่สบายอีกแล้วเหรอ? ทำไมไม่บอกแม่ตั้งแต่แรก?”
โอรู้สึกเหมือนถูกจับได้ เขาพยายามพูดขึ้น
“ผม...ผมก็เพิ่งรู้ครับ”
อาม่าเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่โอปิดบังไว้
“โอ แม่รู้ว่าแกปิดบังอะไรบางอย่าง แม่ไว้ใจแกมาตลอด แต่ตอนนี้แม่เริ่มไม่แน่ใจแล้ว”
โอรู้สึกผิด
“ครับแม่ ผมขอโทษ”
อาม่าถอนหายใจ
“แกต้องบอกแม่ความจริง เราเป็นครอบครัว ต้องช่วยกันแก้ไข”
โอพยักหน้า
“ครับแม่ ผมจะพยายาม”
แต่ในใจของอาม่า ความไว้ใจในตัวโอเริ่มลดลง เธอรู้สึกว่าลูกชายคนนี้ปิดบังเรื่องมากมาย และเธอไม่สามารถไว้ใจเขาได้เหมือนเดิม
หลังจากที่อาม่าถามโออย่างตรงไปตรงมา โอรู้สึกว่าไม่สามารถปิดบังความจริงได้อีกต่อไป เขาจึงตัดสินใจบอกอาม่าทั้งหมด
“แม่...ผมต้องบอกความจริง” โอพูดเสียงสั่น
อาม่าหันไปมองโอด้วยสายตาแหลมคม
“อะไรล่ะ? แม่รอฟังอยู่”
โอเริ่มเล่า
“ตุ๊กตา...เธอไม่ส่งเด็กๆ มาเพราะผมไม่มีเงินให้เธอ”
อาม่าตกใจ
“ไม่มีเงินให้เธอ? แกให้เงินเธอทำไม?”
โอรู้สึกผิด
“ตุ๊กตาบอกว่าเธอต้องใช้เงินค่าอาหาร ค่าน้ำมัน และค่าอื่นๆ เธอขอเงินผมวันละ 2,000 บาท”
อาม่าถอนหายใจแรงๆ
“วันละ 2,000 บาท? นั่นมันมากเกินไป!”
โอพยักหน้า
“ผมรู้ครับแม่ แต่ผมไม่รู้จะทำยังไง”
อาม่ามองตาโอด้วยความเศร้า
“โอ แม่รู้ว่าแกพยายาม แต่การปิดบังไม่ใช่ทางออก เราต้องช่วยกันแก้ไข”
โอรู้สึกผิดอย่างมาก
“ผมขอโทษครับแม่ ผมแค่ไม่อยากให้ทุกคนต้องเครียด”
อาม่าถอนหายใจ
“แม่ก็รู้ว่าแม่อาจจะเข้มงวดเกินไป แต่แม่แค่หวังดี”
โอพยักหน้า
“ครับแม่ ผมจะพยายามให้มากขึ้น”
แม้ว่าความจริงจะถูกเปิดเผยและสร้างความตึงเครียดให้กับครอบครัว แต่ทุกคนก็เริ่มเข้าใจว่าพวกเขาต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกที่ถูกต้อง
หลังจากที่อาม่าได้รู้ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการที่โอต้องให้เงินตุ๊กตาวันละ 2,000 บาท และการที่ตุ๊กตาไม่ส่งเบสกับเบลมาช่วยงานที่ร้านเพราะไม่ได้เงิน เธอรู้สึกโกรธและผิดหวังมาก
“โอ แม่ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมแกถึงยอมให้ตุ๊กตามาบงการชีวิตแกได้ขนาดนี้” อาม่าพูดเสียงดังด้วยความโกรธ
โอรู้สึกเหมือนถูกต้อนเข้าซอย
“ครับแม่...ผมแค่ไม่อยากให้เกิดปัญหากับตุ๊กตา”
อาม่าถอนหายใจแรงๆ
“แล้วปัญหาที่เกิดขึ้นกับครอบครัวเราล่ะ? แกไม่เห็นเหรอ?”
โอรู้สึกผิด
“ผมรู้ครับแม่ ผมขอโทษ”
อาม่ามองตาโอด้วยความเศร้า
“โอ แม่รู้ว่าแกพยายาม แต่การปิดบังไม่ใช่ทางออก เราต้องช่วยกันแก้ไข”
โอพยักหน้า
“ครับแม่ ผมจะพยายาม”
แต่ในใจของอาม่า เธอรู้สึกว่าไม่สามารถไว้ใจโอได้อีกต่อไป เธอตัดสินใจที่จะปลดล็อกตัวเองจากปัญหานี้
“โอ แม่ตัดสินใจแล้ว แม่จะไม่เอาหลานมาช่วยงานที่ร้านอีก” อาม่าพูดเสียงหนักแน่น
โอตกใจ
“แม่...ทำไมครับ?”
อาม่าถอนหายใจ
“แม่เหนื่อยแล้วกับการที่ต้องมารับรู้เรื่องแบบนี้ แม่จะปลดล็อกตัวเองจากปัญหานี้”
โอรู้สึกเหมือนโลกกำลังถล่มทลาย
“ครับแม่...ผมเข้าใจ”
อาม่ามองตาโอด้วยความเศร้า
“โอ แม่รู้ว่าแกพยายาม แต่แม่ก็ต้องดูแลตัวเองบ้าง”
โอพยักหน้า
“ครับแม่ ผมจะพยายามให้มากขึ้น”
แม้ว่าความจริงจะถูกเปิดเผยและสร้างความตึงเครียดให้กับครอบครัว แต่ทุกคนก็เริ่มเข้าใจว่าพวกเขาต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกที่ถูกต้อง
หลังจากที่อาม่าและโอตัดสินใจที่จะไม่ให้เบสกับเบลมาช่วยงานที่ร้านชำอีกต่อไป พวกเขารู้ว่าต้องหาทางออกที่ชัดเจนเพื่อยุติปัญหาที่เกิดขึ้น อาม่าและโอจึงตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้อ๊อดฟัง
“อ๊อด เราต้องการให้แกช่วย” อาม่าพูดเสียงหนักแน่น
อ๊อดพยักหน้า
“ครับแม่ ผมจะช่วยเต็มที่”
โอเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้อ๊อดฟัง
“พี่อ๊อด...ตุ๊กตาบังคับให้ผมให้เงินเธอวันละ 2,000 บาท ถ้าไม่มีเงิน เธอก็ไม่ส่งเด็กๆ มา”
อ๊อดฟังด้วยความตกใจ
“นี่มันเกินไปแล้วนะ”
อาม่าพูดต่อ
“และเธอยังไม่ยอมให้เด็กๆ มาช่วยงานที่ร้านอีก แม่รู้สึกว่าเราไม่สามารถไว้ใจเธอได้อีกต่อไป”
อ๊อดพยักหน้า
“ผมเข้าใจแล้ว เราต้องจัดการเรื่องนี้ให้จบ”
อ๊อดและโอตัดสินใจไปคุยกับญาติของตุ๊กตาเพื่อเล่าเรื่องทั้งหมด พวกเขาไม่ต้องการให้ตุ๊กตาบิดเบือนความจริงและฟังความข้างเดียว
ที่บ้านของญาติตุ๊กตา อ๊อดเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เรามาที่นี่เพื่อเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง เราต้องการความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกคน”
ญาติของตุ๊กตาฟังด้วยความสนใจ
“เราพร้อมฟังและช่วยเหลือ”
โอเริ่มเล่าเรื่องทั้งหมด
“ตุ๊กตาบังคับให้ผมให้เงินเธอวันละ 2,000 บาท ถ้าไม่มีเงิน เธอก็ไม่ส่งเด็กๆ มา”
ญาติของตุ๊กตาตกใจ
“นี่มันเกินไปแล้วนะ”
อ๊อดพูดต่อ
“เราต้องการให้ตุ๊กตาไปหางานทำและรับผิดชอบตัวเอง เราจะไม่ยอมให้เธอมาอยู่ร่วมหลังคาเดียวกับอาม่าอีกต่อไป”
ญาติของตุ๊กตาพยักหน้า
“เราเข้าใจแล้ว เราจะช่วยพูดคุยกับตุ๊กตา”
หลังจากนั้น ญาติของตุ๊กตาก็ช่วยพูดคุยและบังคับให้ตุ๊กตาไปหางานทำ พวกเขารู้ว่าสถานการณ์นี้เกินกว่าที่จะให้ตุ๊กตาอยู่ร่วมหลังคาเดียวกับอาม่าได้อีกต่อไป
หลังจากที่อ๊อดและโอได้วางแผนให้เบสและเบลมาฝึกทำงานที่ร้านชำของอาม่า พวกเขารู้ว่าต้องสื่อสารแผนนี้ให้ญาติตุ๊กตาและตุ๊กตาได้รับรู้ด้วย เพื่อให้ทุกฝ่ายเข้าใจและร่วมมือกัน
อ๊อดและโอจึงนัดพบกับญาติตุ๊กตาและตุ๊กตาเพื่อเล่าแผนการนี้
“เรามาที่นี่เพื่อเล่าแผนการที่จะช่วยให้เบสและเบลมีอนาคตที่ดีขึ้น” อ๊อดเริ่มบทสนทนาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ญาติตุ๊กตาฟังด้วยความสนใจ
“เราพร้อมฟังและช่วยเหลือ”
อ๊อดอธิบาย
“เราจะให้เบสและเบลมาฝึกทำงานที่ร้านชำของอาม่า เพื่อเรียนรู้การค้าขายและการบริหารร้าน นี่จะเป็นมรดกความรู้ที่สำคัญสำหรับพวกเธอ”
ตุ๊กตาที่นั่งฟังอยู่ก็พยักหน้า
“ฉันเห็นด้วยที่พวกเธอควรมีทักษะในการทำงาน”
โอพูดต่อ
“และในอนาคต ร้านชำนี้จะเป็นของเบสและเบล พวกเธอจะได้สืบทอดธุรกิจของครอบครัวและมีอาชีพที่มั่นคง”
ญาติตุ๊กตาพยักหน้า
“นี่เป็นแผนการที่ดี เราจะสนับสนุนเต็มที่”
แต่ทันทีที่พูดถึงเรื่องหนี้สินที่ค้างอยู่ อ๊อดก็พูดขึ้น
“และเราต้องจัดการกับหนี้สินที่ค้างอยู่ด้วย ตุ๊กตา คุณต้องร่วมรับผิดชอบในส่วนนี้”
ตุ๊กตารู้สึกไม่สบายใจ
“ฉัน...ฉันจะทำยังไง?”
อ๊อดพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“คุณต้องช่วยหาทางชำระหนี้ที่ค้างอยู่ ไม่ใช่ปล่อยให้โอแบกรับคนเดียว”
ญาติตุ๊กตาพยักหน้า
“ใช่แล้ว ตุ๊กตา คุณต้องร่วมรับผิดชอบในส่วนนี้”
ตุ๊กตาลดสายตาลง
“ฉันเข้าใจแล้ว ฉันจะพยายามช่วย”
อ๊อดพยักหน้า
“ดีมาก เราต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้”
โอรู้สึกโล่งใจ
“ขอบคุณพี่อ๊อด ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจและช่วยเหลือ”
อาม่ามองตาโอและอ๊อดด้วยความภาคภูมิใจ
“ดีมาก เราต้องช่วยกันเตรียมความพร้อมให้เบสและเบล”
ทั้งครอบครัวรู้สึกว่าพวกเขากำลังก้าวไปในทิศทางที่ถูกต้อง การให้เบสและเบลได้เรียนรู้และทำงานที่ร้านชำจะช่วยให้พวกเธอมีอนาคตที่ดีขึ้น
หลังจากที่กุลประกาศขายบ้านหลังที่โอและครอบครัวอาศัยอยู่ มีคนสนใจติดต่อเข้ามาหลายราย แต่ปัญหาคือทั้งโอและตุ๊กตายังไม่รีบร้อนที่จะเก็บของและเตรียมย้ายออก ทำให้กระบวนการขายบ้านล่าช้า
อ๊อดซึ่งเฝ้าติดตามเรื่องนี้อยู่รู้สึกทนไม่ไหว เขาจึงตัดสินใจเดินทางกลับมาที่นครนายกเพื่อจัดการเรื่องนี้ให้จบ
“โอ แกกับตุ๊กตาทำอะไรอยู่? ทำไมยังไม่เก็บของ?” อ๊อดถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
โอรู้สึกไม่สบายใจ
“ครับพี่...เรากำลังจัดการอยู่ แต่มีของเยอะมาก”
อาม่าที่นั่งฟังอยู่ก็พูดขึ้น
“อ๊อด แม่ก็ถามอยู่เหมือนกัน แต่โอไม่ยอมทำอะไร”
อ๊อดถอนหายใจ
“นี่มันเกินไปแล้ว เราต้องขายบ้านให้ได้เร็วที่สุด”
โอพยักหน้า
“ครับพี่ ผมจะพยายาม”
แต่เมื่อเวลาผ่านไปอีกหลายวัน ทั้งโอและตุ๊กตาก็ยังไม่เริ่มเก็บของ อ๊อดรู้สึกทนไม่ไหวอีกต่อไป
“โอ แกฟังนะ พี่จะให้เงินแก 10,000 บาทเป็นค่าขนย้ายของ แกต้องรีบจัดการให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้”
อ๊อดพูดเสียงหนักแน่น
โอรู้สึกโล่งใจ
“ขอบคุณพี่มากครับ ผมจะรีบจัดการให้เสร็จ”
อาม่าพยักหน้า
“ดีมาก เราต้องขายบ้านให้ได้เร็วที่สุด”
หลังจากนั้น โอและตุ๊กตาเริ่มเก็บของและเตรียมย้ายออกจากบ้าน ในที่สุดพวกเขาก็สามารถเจรจาขายบ้านหลังนั้นได้สำเร็จ
“เราขายบ้านได้แล้ว” โอแจ้งข่าวดีให้อาม่าและอ๊อดทราบ
อาม่ายิ้มออก
“ดีมาก เราต้องใช้เงินนี้ชำระหนี้ที่เหลือ”
อ๊อดพยักหน้า
“ใช่แล้ว เราต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย”
แม้ว่าปัญหาจะยังไม่จบลงทั้งหมด แต่การขายบ้านได้ก็ทำให้ครอบครัวรู้สึกว่ายังมีหวัง พวกเขาเรียนรู้ที่จะร่วมมือกันและหาทางออกจากวิกฤตนี้
หลังจากที่บ้านหลังที่โอและครอบครัวอาศัยอยู่ถูกขายได้ เงินที่ได้จากการขายบ้านจำนวน 1.5 ล้านบาทถูกนำไปชำระหนี้ส่วนหนึ่ง แต่เมื่ออ๊อดและอาม่าตรวจสอบบัญชีและเอกสารทางการเงินอย่างละเอียด ความจริงที่น่าตกใจก็ปรากฏขึ้น
“โอ นี่มันอะไรกัน?” อ๊อดถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเคริต ขณะที่เขากำลังถือเอกสารบัตรเครดิตและสัญญากู้เงิน
โอรู้สึกเหมือนถูกต้อนเข้าซอย เขาลดสายตาลง
“พี่...ผมมีหนี้บัตรเครดิตและกู้เงินส่วนตัวเพิ่มเติม”
อาม่าที่นั่งฟังอยู่ก็ตกใจ
“อะไรนะ? แล้วร้านชำของแม่ล่ะ?”
โอรู้สึกผิดอย่างมาก
“ผม...ผมใช้ร้านชำของแม่เป็นหลักประกันในการกู้เงิน”
อาม่าถอนหายใจแรงๆ
“โอ แม่ไว้ใจแกมาตลอด แต่แกทำแบบนี้กับแม่ได้ยังไง?”
อ๊อดพูดขึ้น
“โอ แกต้องบอกเราตั้งแต่แรก เราจะได้ช่วยกันหาทางออก”
โอรู้สึกผิด
“ผมขอโทษครับ ผมแค่ไม่อยากให้ทุกคนต้องเครียด”
อาม่ามองตาโอด้วยความเศร้า
“โอ แม่รู้ว่าแกพยายาม แต่การปิดบังไม่ใช่ทางออก เราต้องช่วยกันแก้ไข”
อ๊อดพยักหน้า
“ใช่แล้ว เราต้องจัดการหนี้ที่เหลืออีก 3.5 ล้านบาทให้ได้”
โอรู้สึกเหมือนโลกกำลังถล่มทลาย
“ผมจะทำยังไงดี?”
อาม่าพูดขึ้น
“เราต้องหารายได้เสริมและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น”
อ๊อดพยักหน้า
“ใช่แล้ว เราต้องช่วยกันหาทางออก”
แม้ว่าปัญหาจะยังไม่จบลงทั้งหมด แต่ทุกคนก็เริ่มเข้าใจว่าพวกเขาต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกจากวิกฤตนี้
หลังจากที่ความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับหนี้สินของโอถูกเปิดเผย อ๊อดรู้สึกว่าต้องช่วยเหลือครอบครัวให้มากที่สุด เขาจึงตัดสินใจส่งเงินให้อาม่าเพิ่มเดือนละ 10,000 บาท เพื่อใช้เลี้ยงดูอาม่าและหลานทั้งสองคน
“อาม่า ผมจะส่งเงินให้แม่เพิ่มเดือนละ 10,000 บาท เพื่อใช้จ่ายในบ้านและดูแลเบสกับเบล” อ๊อดพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
อาม่ามองตาอ๊อดด้วยความขอบคุณ
“ขอบใจมาก อ๊อด แม่รู้ว่าแกเป็นลูกที่ดี”
โอรู้สึกโล่งใจ
“ขอบคุณพี่อ๊อดมากครับ ผมจะโฟกัสเรื่องหนี้สินที่ผมและตุ๊กตาก่อขึ้น”
อ๊อดพยักหน้า
“ใช่แล้ว โอ แกต้องจัดการหนี้สินให้เรียบร้อย เราต้องช่วยกันหาทางออก”
อาม่าพูดขึ้น
“โอ แม่รู้ว่าแกพยายาม แต่การปิดบังไม่ใช่ทางออก เราต้องช่วยกันแก้ไข”
โอพยักหน้า
“ครับแม่ ผมจะพยายามให้มากขึ้น”
อ๊อดพูดต่อ
“และเราต้องช่วยกันหารายได้เสริมและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น”
อาม่าพยักหน้า
“ดีมาก เราต้องช่วยกันหาทางออก”
แม้ว่าปัญหาจะยังไม่จบลงทั้งหมด แต่ทุกคนก็เริ่มเข้าใจว่าพวกเขาต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกจากวิกฤตนี้
.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น